แหล่งท่องเที่ยว

ปราสาทไปรบัด 2

ปราสาทปลายบัด 2 อยู่ห่างจากปราสาทปลายบัด 1 ประมาณ 1 กิโลเมตร ทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอประโคนชัย อำเภอละหานทราย และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ  ลักษณะปราสาทเป็นศาสนสถานตั้งอยู่บนสันเขาตามความเชื่อศาสนาฮินดู มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ในรัชกาลของพระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 (พ.ศ.1443-1456 หรือ ค.ศ.900-913) ตามที่ปรากฏในศิลาจารึก ปราสาทประธานสร้างด้วยอิฐ (ชูชาติ ราชจันทร์, 2559) ส่วนกำแพงก่อสร้างจากหินภูเขาไฟ มีความงดงามในศิลปะเขมรแบบเกาะแกร์ มีประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออก อีกสามด้านเป็นประตูหลอก กรอบประตูและทับหลังสร้างด้วยหินทราย ลักษณะปราสาทสามหลังตั้งตระหง่านอยู่บนฐานเดียวกัน มีรูปครุฑประดับ ส่วนอิฐก่อเป็นแนวผนังข้างหน้าบันผนังด้านในมีทับหลังหินทรายโกลนเป็นรูปไว้ ขอบประตูมีลวดลาย ปัจจุบันพังทลายเหลือเพียงผนังด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออก เนื่องจากถูกนักล่าของเก่าระเบิดทำลายเพื่อขุดหาโบราณวัตถุ ซึ่งกล่าวกันว่าได้ประติมากรรมรูปเคารพในพุทธศาสนาลัทธิมหายานไปจำนวนมาก ทางด้านหน้าปราสาทมีบรรณาลัยก่อด้วยศิลาแลง เสาและกรอบประตูเป็นหินทราย ปัจจุบันคงเหลือผนังเพียงข้างเดียว

จากการสำรวจพบทับหลังหินทรายจำหลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ริมขอบบนเป็นรูปโยคีขัดสมาธิประนมมือ นอกจากนี้ยังมีแผ่นศิลาจารึกจากปราสาทไปรบัด 2 หลงเหลืออยู่ โดยมีประชาชนบ้านย้ายแย้ม ตำบลยายแย้มวัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ (ชื่อนายพูน เลื่อยคลัง) เก็บมาเมื่อครั้งมีการระเบิดปราสาทและได้นำมามอบให้กรมศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญการอ่านจารึกของกรมศิลปากร ได้อ่านแปลจารึกหลักนี้ได้ความว่า เป็นจารึกอักษรของโบราณภาษาเขมร-สันสกฤต ระบุศักราชตรงกับ พ.ศ. 1486 ซึ่งข้อความบนจารึกเป็นรายนามบุคคล  (กรมศิลปากร, 2510)

อ้างอิง
กรมศิลปากร. (2510). รายงานการสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 ภาค 2 พ.ศ. 2503-2504 / กรมศิลปากร. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. 
ชูชาติ ราชจันทร์. (2559). ยื่นหนังสือ ผวจ.บุรีรัมย์ บูรณะปราสาทปลายบัดเป็นที่เที่ยวเชิงประวัติฯ.  หนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ ฉบับวันที่ 3 เมษายน 2559. https://www.thairath.co.th/content/600578. สืบค้นวันที่ 30 มิถุนายน 2559.

อัพเดท : 28/08/2560

วัดศีรษะแรด (วัดหงส์)

วัดหงส์บ้านศีรษะแรด เป็นวัดเก่าทีมีตำนานเล่าขานในสมัยก่อน ท่าวปากนาท้าวเหล็กสะท้าน  ท้าวไกรสร เสนาบดีเมืองสุวรรณภูมิ  (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดมหาสารคาม) ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายลาวพร้อมด้วยบริวาร ชอบเข้าป่าล่าสัตว์ในเขตลุ่มน้ำพังชู ตลอดไปจนถึงลุ่มน้ำชี (ในเขตจังหวัดชัยภูมิ) วันหนึ่งทั้ง 3 คน ได้ยิงนกได้ออกตามค้นหากลับพบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ไม่เคยพบที่ใดมาก่อนและพบหัวแรดอยู่ในหนองน้ำบริเวณดังกล่าวจึงกลับไปบ้านเกิดและชักชวนญาติพี่น้องมาตั้งรกรากอยู่ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านหัวแรด ตามหัวแรดที่พบโดยมีเท้าศรีปากนา (นา) เป็นเจ้าเมือง เรียกว่า อุปฮาด ราชวงษ์ และช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์บริเวณที่พระพุทธรูปอยู่ เป็นวัดชื่อ วัดหงษ์ ตามชื่อนกที่ยิงแล้วมาตกบริเวณพระพุทธรูปดังกล่าวเรียกต่อมาว่า “พระเจ้าใหญ่” เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยเนื้อทองสำริดหน้าตักกว้าง 1.77 เมตร สูง 2.22 เมตร สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างพร้อมอำเภอพุทไธสงประมาณ 300 ปีมาแล้ว คือประมาณ พ.ศ. 2200 ช่างที่ก่อสร้างอาจเป็นช่างสกุลลาวเพราะพุทธรูปหลายองค์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช อัญเชิญมามีพระเกศเหมือนพระเจ้าใหญ่ เช่นที่วัดสระประทุม พระเกศลักษณะจะนี้จะมีเฉพาะในภาคอีสานและในประเทศลาวเท่านั้น ที่องค์พระเจ้าใหญ่มีอักษรขอมเฉพาะในภาคอีสานและในประเทศลาวนั้น ที่องค์พระเจ้าใหญ่มีอักษรขอมจารึก เท่าที่อ่านได้เฉพาะคำนำหน้าว่า พระเจ้าใหญ่ มาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์, 2553)

ปูชนียวัตถุที่มีความสำคัญของวัดคือ “พระเจ้าใหญ่” บุญญาภินิหารในด้านสัจจะอธิฐานผู้ใดมีข้อพิพากษากันและตกลงนำไม่ได้ก็จะบนบาน ต่อหน้าพระเจ้าหากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามก็จะมีอันเป็นไปทุกราย  แม้แต่ศาลก็เคยนำฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยมาสาบานต่อหน้าพระเจ้าใหญ่หากใครต้องการเลิกสุราแล้วไปสาบานเมื่อสาบานแล้วไม่ปฏิบัติตามจะมีอันเป็นไปทุกราย เทศกาลประจำปี งานพระเจ้าใหญ่วัดหงส์ จัดเป็นงานประเพณีทุกปี ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3

อ้างอิง
คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์. (2553). บุรีรัมย์ ภูมิหลังประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม. สภาวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์

อัพเดท : 22/07/2560

อนุสาวรีย์เราสู้

อนุสาวรีย์เราสู้สร้างขึ้นในสมัยนายบำรุง สุขบุษย์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กอ.รมน. จังหวัดบุรีรัมย์พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนชาวบุรีรัมย์ร่วมกันสร้างขึ้น ณ ริมทางหลวงสายละหานทราย – ตาพระยา ตอนบ้านโนนดินแดง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ห่างจากศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ 103 กิโลเมตร การก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ใช้เวลาสร้าง 1 ปี ที่ดักซุ่มโจมตีขัดขวางการก่อสร้างถนนสายละหานทราย-ตาพระยา และด้วยความกล้าหาญ ความรักสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เส้นทางสายยุทธศาสตร์เส้นนี้จึงสำเร็จลงได้ 

ในช่วงก่อนปี พ.ศ.2508 ห้วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างรุนแรง จนถึงขั้นใช้กำลังเข้าตัดสินปัญหา ได้มีการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ เพื่อต่อต้านรัฐบาลโดยมีการสะสมกองกำลังขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมีการก่อการร้ายเป็นระยะ จนเหตุการณ์ได้ถึงจุดรุนแรงที่สุดในปี พ.ศ.2521      

เส้นทางสายยุทธศาสตร์บุรีรัมย์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2513 เมื่อรัฐบาลได้เริ่มโครงการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 61 อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ กับหลักกิโลเมตรที่ 118 อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ในปัจจุบันเป็นระยะทาง 57 กิโลเมตร การก่อสร้างเส้นทางสายนี้เพราะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศด้านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยต้องตัดผ่านเขตอิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ทำให้ฝ่าย ผกค. ต่อต้านขัดขวางการก่อสร้างสายนี้ทุกวิถีทาง ด้วยการวางทุ่นระเบิดอย่างหนาแน่น ดักซุ่มยิง ซุ่มโจมตีที่ตั้งกำลังทหารที่คุ้มกันการก่อสร้าง เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียทั้งเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) และ ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) ทำให้ประชาชนในพื้นที่พากันรวบรวมกำลังพลต่อสู้กับ ผกค. อย่างห้าวหาญ เส้นทางสายนี้จึงสำเร็จลงได้                       

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้รักษาประชาธิปไตยต้องสูญเสียชีวิตพลเรือน ตำรวจ ทหาร และ ทสปช. จำนวนถึง 108 คน บาดเจ็บ 222 คน ในจำนวนนี้ทุพพลภาพ 25 คน และ สูญเสียยานพาหนะ เครื่องมืออุปกรณ์ก่อสร้างรวม 23 คัน และ รวมระยะเวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปี 8 เดือน สิ้นงบประมาณ 72,010,053 บาท      
เราสู้ เป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อเพลงพระราชนิพนธ์ เราสู้ มาใช้ โดยมีพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2522 และพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2523 สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเกียรติประวัติและสดุดีวีรกรรมของประชาชนและเจ้าหน้าที่ทางราชการทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ผนึกกำลังเข้าร่วมต่อสู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ซึ่งขัดขวางการสร้างทางสายละหานทราย – ตาพระยา ด้วยความรักสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและด้วยความห้าวหาญเสียสละจนสามารถสร้างทางยุทธศาสตร์สายสำคัญได้สำเร็จ ซึ่งทางจังหวัดและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศล และวางพวงมาลา เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยรำลึกถึงวีรกรรมผู้กล้า และเปิดใช้การสัญจรไปมาในปัจจุบัน

จากอนุสาวรีย์เราสู้เข้าไปประมาณ 200 เมตร มีเขื่อนลำนางรอง ทำให้มองเห็นทิวทัศน์จากอนุสาวรีย์เราสู้ลงไปทางเขื่อนสวยงามมาก เป็นสถานที่พักผ่อนอีกแห่งหนึ่ง (สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์, 2526)


อ้างอิง
สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์. (2526). ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดบุรีรัมย์. ขอนแก่น ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ท.

อัพเดท : 22/07/2560

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์ (2526) ได้กล่าวถึง ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นปราสาทที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่โต มีการวางผังอย่างมีระเบียบและอยู่บนเนินเขา การวางแผนผังลักษณะใกล้เคียงกับปราสาทหินวัตภู ในแขวงจำปาศักดิ์ภาคใต้ของลาวและปราสาทเขาพระวิหาร ชายแดนไทยในจังหวัดศรีสะเกษ

ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ เขาพนมรุ้งเป็นแนวเขาติดต่อกับเขาไปรบัด เขาดิน เขาอังคาร และเป็นสาขาของเขาดงเร็ก อยู่ระหว่างเขตอำเภอนางรอง และด้านอำเภอประโคนชัย ปราสาทพนมรุ้งสร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ 15-18 ติดต่อกันหลายรัชกาล สำหรับอายุปราสาทหินพนมรุ้ง อาจทราบได้จากภาพสลักประติมากรรมที่ค้นพบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าศาสนสถานพนมรุ้งได้สร้างมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 และได้ปฏิสังขรณ์ต่อเดิมเรื่อยมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 ทำให้เห็นว่าปราสาทพนมรุ้งเป็นเทวลัยที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางเมืองพระนคร (Angor) ในอาณาจักรขอมมายังปราสาทธม  จังหวัดสุรินทร์ ต่อชายแดนระหว่างกัมพูชา และประเทศไทย ปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ขึ้นไปยังปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

ธวัช ปุณโรทก (2532) กล่าวว่า ปราสาทพนมรุ้งก็เช่นเดียวกับศาสนสถานอื่นๆ ในเอเชียอาคเนย์เป็นศาสนสถานในลัทธิฮินดู ได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่จากศิลปะแบบทราวิทของอินเดียภาคใต้ องค์ประกอบสำคัญของปราสาทหินพนมรุ้ง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

ปรางค์ประธานเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมขนาดกว้างด้านละ 8.20 เมตร สูง 26.50 เมตร มีมุขยื่นออกไปทั้ง 4 ทิศ มีประตูทั้ง 4 ด้าน ตามลัทธิเทวราชะ ซึ่งเริ่มแพร่เข้ามาในกัมพูชาและดินแดนใกล้เคียงในราว พ.ศ. 1190 ถือว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเป็นดุจเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับพระศิวะ ประมุข ประมุขของรัฐในท้องถิ่นจะสร้างศิวลึงค์อันเป็นตัวแทนขององค์พระศิวะ ประดิษฐานไว้ในปรางค์ประธานองค์นี้ ใต้ฐานศิวลึงค์จะมีร่องน้ำโสมสูตรผ่านธรณีประตูมุขด้านเหนือออกสู่ด้านนอก เมื่อมีพิธีสรงน้ำศิวลึงค์น้ำจะไหลผ่านออกที่ปลายโยนีโธรณะหรือฐานศิวลึงค์ อั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระนางอุมา ตามรางโสมสูตรประชาชนที่ไม่สามารถเข้าไปร่วมพิธีภายในองค์ปรางค์ได้ ก็อาจได้รับน้ำจากรางมาประพรมหรือเจิมหน้า ถือว่าศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับแม่พระคงคาไหลผ่านองค์พระศิวะ ซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งในประเทศอินเดีย

วิหาร หรือมณฑปด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน ถัดจากมุมฉนวนออกไปมีห้องโถงกว้าง 8 เมตร ยาว 10 เมตร ทับหลังด้านในแกะสลักเป็นรูปฤาษี ห้องนี้จึงใช้เป็นวิหารหรือโรงสวดอย่างแน่นอน ด้านหน้าข้างมุขมีประตูออกทางทิศตะวันออกเชื่อมกับประตูโคปุระด้านหลังหรือบรรณ เหนือประตูตะวันออกนี้แกะสลักเป็นรูปศิวนาฏราช ถือได้ว่าศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นในลัทธิไศวนิกาย

ปรางค์อิฐ ปรางค์อิฐเดิมเข้าใจว่ามี 3 องค์ แต่ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียง 2 องค์ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ประธาน องค์หนึ่งหันหน้าสู่ทิศตะวันออก อีกองค์หนึ่งหน้าสู่ทิศใต้ เมื่อเมื่อพิจารณาจากเสาประดับกรอบปะตูและหลักฐานอื่นๆ ปรางค์นี้น่าจะเป็นศาสนสถานสิ่งแรกที่สร้างขึ้นบนเขาพนมรุ้ง คือสร้างขึ้นรางพุทธศตวรรษที่ 15 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากขอมยุคบาเค็งตอนปลาย

ปรางค์น้อย ปรางค์องค์นี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ขององค์ปรางค์ประธาน ก่อสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ขนาดกว้างด้านละ 6 เมตร ก่อสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ขนาดกว้างด้านละ 6 เมตร ก่อด้วยศิลาทรายโดยทั่วไป ด้านในเป็นศิลาแลง สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16

บรรณาลัย ภายในระเบียงคตด้านหน้าของปรางค์ประธานมีวิหาร 2 หลัง สร้างด้วยศิลาแลง หลังหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีขนาดกว้าง 4.55 เมตร ยาว 8.80 เมตร หันหน้าไปทางทิศใต้ คือหันหน้าเข้าหาปรางค์ประธาน ส่วนอีกหลังหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีขนาด 9.50x7.60 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพื่อใช้เป็นบรรณาลัยหรือหอสมุด เทียบได้กลับหอไตรในพุทธศาสนสถาน

โคปุระหรือซุ้มประตู โคปุระ หมายถึง ประตูเมืองหรือทางผ่านเข้ารออก เป็นสัญลักษณ์การกั้นอาณาเขตระห่วางแดนมนุษย์กับแดนพระเจ้า จากโคปุระด้านทิศตะวันตกสามารถมองทะลุผ่านปรางค์ประธานและกรอบประตู 15 ช่อง ถึงโคปุระทิศตะวันออกได้ และจะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นตรงกลางกรอบประตูพอดีในวันเพ็ญเดือน 5 ของทุกปี

ระเบียงคต ระเบียงคนด้านทิศเหนือและใต้ยาวด้านละ 66 เมตร ด้านตะวันออกและตะวันตกยาวด้านละ 88 เมตร ก่อด้วยหินทรายทั้งหมด ยกเว้นทิศเหนือใช้ศิลาแลง ระเบียงคตก่อเป็นกำแพง 2 ชั้น ข้างในเป็นช่องทางเดินกว้าง 1.90 เมตร ช่องทางเดินนี้ไม่ทะลุถึงกันหมด มีการกั้นห้องเป็นช่วงๆ บางแห่งทำเป็นประตูหลอกไว้ บางแห่งทำเป็นช่องอากาศสำหรับมองลอดออกข้างนอกได้ หลังคาเป็นศิลาทรายสกัดเป็นทรงโค้ง มีบราลีทำด้วยศิลาทรายกลึงติดตั้งไว้บนหลังคาเป็นระยะๆ

บาราย (สระน้ำ) ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทห่างจากถนนหน้าปราสาทออกไปประมาณ 5 เมตร มีสระน้ำอยู่ 3 สระ เรียกกว่า สระไทร สระใหญ่ และสระบน ขอบกรุด้วยศิลาแลง คงใช้ขังน้ำไว้ใช้บริโภค ล้างมือ ล้างหน้า ก่อนเข้าสวดมนต์ ตามธรรมเนียมของฮินดู ผู้ดูแลศาสนสถานตามที่กล่าวไว้ในศิลาจารึก จะต้องคอยดูแลน้ำมิให้บกพร่อง การถวายบรรณาการด้วยน้ำ หมายถึงการนำน้ำมาใส่บ่อลักษณะนี้

เนินพลับพลา ด้านหน้าปราสาทห่างจากด้านทางขึ้นสู่ปราสาทประมาณ 50 เมตร มีเนินกว้างประมาณ 150x50 เมตร ทางทิศตะวันออกมีบันไดศิลาแลงลงสู่พื้นชั้นต่ำได้ 9 ชั้น ทิศตะวันตกมีอัฒจันทร์ 3 ชั้น ทอดยาวตามสันเนินดิน ถัดจากอัฒจันทร์มีศาลาเป็นแนวหินเรียงเป็นรูปกากบาท อาจเป็นฐานพลับพลาหรือสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้ เพื่อเป็นที่พักและเตรียมการพิธีสำคัญ

ธรรมศาลา หรือโรงช้างเผือก ห่างจากถนนหน้าปราสาทไปทางทิศเหนือประมาณ 3 เมตร มีสิ่งก่อสร้างหลังหนึ่งเรียกสืบมาว่า โรงช้างเผือก สร้างด้วยหินทรายและศิลาแลงปนกัน หันหน้าไปทางทิศใต้สู่ถนนขึ้นปราสาท ตรงกลางยกพื้นสูง 1 เมตร กว้าง 6.40 เมตร ยาว 20.40 เมตร มีมุขยื่น มีชานศาลา มีทางขึ้นลง มีระเบียงล้อมรอบทั้ง 3 ด้าน ช่องว่างทางเดินภายในระเบียงคตขนาดกว้าง 4.35 เมตร ถัดจากระเบียงคตไปมีกำแพงศิลาล้อมรอบ 3 ด้าน อาคารหลังนี้แม้จะเรียกว่าโรงช้างเผือกซึ่งคงเรียกโดยคนรุ่นหลัง แต่น่าจะเป็นธรรมศาลาหรือศาสนสถานเมื่อเทียบกับรูปแบบการวางผังก่อสร้างกับศาสนสถานฮินดู

ถนนหน้าปราสาท ถนนสายนี้ปูด้วยศิลาทรายและศิลาแลง เริ่มต้นจากฐานพลับพลาตัดตรงไปจรดสะพานนาคราช ถนนยาว 160 เมตร กว้าง 7 เมตร ขอบถนนมีเสานางเรียงหรือเสียเทียนตั้งไว้เป็นระยะๆ

สะพานนาคราช เป็นสะพานเชื่อมระหว่างถนนกับบันไดนาคราช ก่อด้วยหินทรายเป็นรูปกากบาท ยกพื้นสูง 1.50 เมตร มีบันได 3 ชั้น อยู่ทั้ง 3 ทิศทาง ราวสะพานทำเป็นตัวนาค ปลายสุดของสะพานทุกชั้นจะสลักเป็นเศียรนาค 5 เศียร แผ่พังพานมีรัศมีรอบเป็นแผ่นเดียวกัน สะพานนาคราชนี้กว้าง 6.20 เมตร ยาว 20 เมตร เสาสะพานและราวสะพานล้วนสลักลวดลายประณีตสวยงามทุกส่วน ตรงกลางสะพานสลักเป็นรูปดอกบัวบาน อันเป็นที่กำหนดให้เป็นจุดศูนย์กลางของพิธีการบางอย่าง

บันไดขึ้นสู่ปราสาท ถัดจากสะพานนาคเป็นบันไดขึ้นสู่ปราสาท ทำด้วยหินทรายกว้าง 13 เมตร ยาว 30 เมตร โดยแบ่งเป็น 5 ชั้น แต่ละชั้นจะมีลานพัก

ชานบันไดและที่ตั้งประสาท เมื่อขึ้นถึงชั้นสูงสุดจะพบชานบันไดปูด้วยหินทรายขนาดกว้าง 6.25 เมตร ยาว 15 เมตร บริเวณนี้จะเป็นที่ตั้งองค์ปราสาท รอบองค์ประสาทเป็นที่ว่าง ซึ่งก่อศิลาเป็นเขื่อนกันพังไว้บริเวณด้านตะวันออก ยาว 18.50 เมตร ตะวันตกยาว  23.50 เมตร ทิศเหนือยาว 15 เมตร ทิศใต้ยาว 17.80 เมตร

ปัจจุบันเขาพนมรุ้งได้รับการยอมรับว่าเป็นปราสาทที่สร้างบนภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปราสาทพนมรุ้งในอดีตถูกทอดทิ้งชำรุดเสียหายมาก ในปี พ.ศ. 2514 กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะขึ้นใหม่โดยใช้วิธี Anasty losis คือวิธีการยกชิ้นส่วนทั้งหมดลงแล้วทำฐานและคานใหม่ยกขึ้นไว้ในตำแหน่งเดิมโดยพยายามรักษารูปแบบเดิมให้มากที่สุด และเพื่อเป็นการระลึกถึงอดีตของปราสาทพนมรุ้งทางจังหวัดได้จัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งเป็นประจำ ในเดือนเมษายนของทุกปี และในเทศกาลขึ้นเขาพนมรุ้งยังมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สำคัญคือจะมองเห็นดวงอาทิตย์จากปากช่องประตูทั้ง 15 ช่อง ของปราสาทพนมรุ้ง ปรากฏการณ์นี้จะเกิดในช่วงเดือนเมษายน และเดือนกันยายน และดวงอาทิตย์ตกในช่วงเดือนมีนาคมและเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ (วิมล จิโรจพัน ธุ์ และคณะ, 2551)


อ้างอิง
ธวัช ปุณโณทก. (2532). เที่ยวอีสาน. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พิฆเณศ.
วิมล จิโรจพันธุ์ และคณะ. (2551). มรดกทางวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. กรุงเทพฯ : บริษัทสำนักพิมพ์แสงดาว จำกัด.
สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์. (2526). ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดบุรีรัมย์. ขอนแก่น ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ท.

อัพเดท : 22/07/2560

ปราสาทหนองหงส์

ปราสาทหนองหงส์ ตั้งอยู่บ้านโนนดินแดง ตำบลโนนดินแดง อำเภอโนนดินแดง มีทางแยกทางขวาเข้าเขื่อนลำนางรอง ปราสาทจะอยู่ห่างจากตัวเขื่อนออกไปทางด้านซ้ายประมาณ 500 เมตร ปราสาทหนองหงส์มีปรางค์ 3 องค์ ก่อด้วยอิฐ มีหินทรายประกอบเรียงกันเป็นแนวเหนือใต้บนฐานศิลาแลงเดียวกัน หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก มีทางเข้าด้านหน้าด้านเดียว ด้านหน้าปรางค์มีฐานสี่เหลี่ยม 1 หลัง อาจเป็นบรรณาลัยก่อด้วยศิลาแลงและล้อมด้วยกำแพงศิลาแลง มีโคปุระ หรือซุ้มประตู 2 ด้าน คือ ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกมีคูน้ำล้อมรอบอีกชั้น แต่เดิมปรางค์ทั้ง 3 องค์ มีทับหลังติดอยู่ที่กรอบประตูด้านหน้า ทับหลังของปรางค์กลางจำหลักเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณหรือหน้ากาล ปรางค์องค์ทิศเหนือจำหลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหนือหน้ากาล ปรางค์องค์ทิศใต้ ทับหลังจำหลักเป็นพระอิศวร และพระอิศวรทรงโคนนทิเหนือหน้ากาล ปัจจุบันทับหลัง 3 ชิ้น ถูกโจรกรรมไปแล้ว จากลักษณะการก่อสร้างศิลปกรรมที่พบเป็นศิลปะแบบปาปานในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 (สมมาตร์ ผลเกิด, 2536 : 158)

ปราสาทหนองหงส์ หรือ ปราสาทในวัฒนธรรมขอม สร้างขึ้นบนพื้นฐานคติสัญลักษณ์แห่งเขาพระสุเมรุ คือศูนย์กลางแห่งจักรวาล ความเชื่อของศาสนาฮินดู ปราสาทหนองหงส์สร้างโดยอิฐสามก้อน บนฐานสูงเหมือนตั้งอยู่บนเขาสำหรับที่ประทับของเทพเจ้า ตั้งตรงกลางของการก่อสร้างทั้งหมด มีกำแพงแก้วเป็นปราการล้อมรอบ มีสระน้ำขนาดใหญ่ ทางด้านทิศตะวันออกฉียงเหนือ แทนสัญลักษณ์เป็นมหาสมุทร ตามคติศาสนาฮินดู
ด้านความเชื่อของชาวบ้านที่มีต่อโบราณสถานแห่งนี้ เชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า เจ้าพ่อหนองหงส์หรือเจ้าพ่อสีชมพูประจำอยู่ที่โบราณสถานแห่งนี้ ชาวบ้านมักจะมาเซ่นไหว้เพื่อขอโชคลาภ หรือบนบานในสิ่งต่างๆเสมอ โดยปกติจะมากราบไหว้ทุกวันพุธ และมีพิธีใหญ่ในวันพุธเดือนหกของทุกปี มีศาลอยู่ที่ตลาดเก่าโนนดินแดง (ศักดิ์ชัย  พจน์นันท์วาณิชย์ และ ทนงศักดิ์ หาญวงษ์, 2553)

อ้างอิง
ศักดิ์ชัย พจน์นันท์วาณิชย์ และ ทนงศักดิ์ หาญวงษ์. (2553). การอนุรักษ์โบราณสถานปราสาทหนองหงส์. สำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา กรมศิลปากร.
สมมาตร์ ผลเกิด. (2536). ท่องเที่ยวอีสานใต้ อู่อารยธรรมขอมในประเทศไทย. สมบัติอีสานใต้ (ฉบับพิเศษ), วิทยาลัยครูบุรีรัมย์. เรวัตการพิมพ์.

อัพเดท : 22/07/2560

ปราสาทไปรบัด 1

ปราสาทไปรบัด 1 ตั้งอยู่บนยอดเขาปลายบัดหรือไปรบัด ซึ่งเป็นภูเขาไฟเก่า สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 289 เมตร เป็นปรางค์ก่อด้วยอิฐหินทรายประกอบ 1 หลัง สร้างในรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1545-1593 หรือ ค.ศ.1002-1050)  ตั้งอยู่ห่างจากปราสาทเมืองต่ำไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทางประมาณ 1.4 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ในเขตบ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ห่างจากจังหวัดบุรีรัมย์ประมาณ 62 กิโลเมตร ตัวปราสาทเหลือแค่ฐานกรอบประตู และผนังด้านหนึ่งของปรางค์ประธาน ภายในส่วนของห้องปรางค์เป็นหลุมลึก เหลือเพียงผนังด้านเดียว ยังมีช่องหน้าต่าง ช่องลม มีร่องรอยการขุดค้นหาสมบัติ นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนของโบราณสถานแตกกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป (สมมาตร์ ผลเกิด, 2536)


อ้างอิง

สมมาตร์ ผลเกิด. (2536). ท่องเที่ยวอีสานใต้ อู่อารยธรรมขอมในประเทศไทย. สมบัติอีสานใต้ (ฉบับพิเศษ). วิทยาลัยครูบุรีรัมย์. เรวัตการพิมพ์.

อัพเดท : 28/08/2560

วัดป่าละหานทราย

วัดป่าละหานทราย ตั้งอยู่ที่ 505 หมู่ 2 ตำบลละหานทราย อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ มีพื้นที่ทั้งหมด 80 ไร่ จากการถวายของนายประสิทธิ์ พัลวัล อดีตกำนันตำบลละหานทราย และทางวัดได้ซื้อขยายเพิ่มเติม พื้นที่เป็นสภาพป่าไม้ทั้งหมดไม้ที่พบได้แก่ ประดู่ พยุง ลำดวน เป็นต้น สัตว์ป่าที่พบในบริเวณใกล้เคียง ได้แก่ บ่าง กระรอก กระแต ไก่ ป่า สภาพโดยรวมยังมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ (เรืองฤทธิ์ สุธีโร, 2560)

วัดป่าละหานทรายก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2523 ด้วยการดำริของพระครูวิบูลวรญาณ เจ้าคณะอำเภอละหานทราย (ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอละหานทราย พ.ศ. 2558) ที่ต้องการให้คณะสงฆ์อำเภอละหานทรายมีวัดที่เป็นวัดป่า เพื่อเป็นสถานที่อบรม ปฏิบัติด้านจิตภาวนาของคณะสงฆ์และประชาชนทั่วไป ซึ่งสถานที่ไม่ห่างไกลจากตัวเมืองมากนัก โดยมีการนิมนต์พระสายวัดหนองป่าพงมาวางรากฐานระเบียบข้อปฏิบัติ ซึ่งคณะพระวัดหนองป่าพงอยู่ได้ระยะหนึ่ง ก็ได้ลาออกไป พระครูวิบูลวรญาณ เจ้าคณะอำเภอละหานทรายจึงได้มอบหมายให้พระครูปริยัตยากร (พิพัฒน์ อินทวีโร ป.ธ.3) ซึ่งในระหว่างนั้นท่านได้ศึกษาปฏิบัติกรรมฐานอยู่กับหลวงพ่อกัสสะปะมุนี สำนักวัดปิปผลิวนาราม อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ให้มาเป็นเจ้าสำนัก หลวงพ่อกัสสะปะมุนี เป็นสัทธิวิหาริกในเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถร) วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพมหานคร ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 พระมหาเรืองฤทธิ์ สุธีโร ได้รับเป็นเจ้าสำนักสืบต่อจากอดีตพระครูปริยัตยากร วัดป่าละหานทรายได้รับอนุญาตให้สร้างวัด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ได้รับประกาศตั้งวัดในพระพุทธศาสนาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552 สังกัดมหานิกาย และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วัดป่าละหานทราย ประกอบด้วยถาวรวัตถุสำคัญภายในวัดได้แก่ วิหารพุทธร่มโพธิ์ สถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศอินเดีย โดยได้รับจากผู้ว่าการรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เป็นผู้มอบถวายให้และประดิษฐานพระพุทธรูปหยกเขียว ขนาดหน้าตัก 60 นิ้ว สร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ในมงคลสมัยทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

มหาวิหารไม้พระพุทธรูปหยกขาว สร้างด้วยวัสดุไม้ทั้งหลัง เป็นงานสร้างศิลปะล้านนา ลักษณะการสร้างเป็นงานช่างโบราณ มีการเจาะสลักเข้าไม้ด้วยวิธีโบราณ เสาแต่ละต้นมีการกลึงให้กลม ขนาดคนโอบไม่รอบ สร้างด้วยระยะเวลา 9 เดือน ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 82 พรรษา มหาวิหารไม้หลังนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหยกขาว ขนาดหน้าตัก 82 นิ้ว เพื่อถวายเป็นพระราชกุลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้รับถวายพระนามพระพุทธรูปหยกขาวองค์นี้ชื่อ พระพุทธมงคล มหาชนอภิปูชนีย์ จากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

พิพิธภัณฑ์บูรพาจารย์ สถานที่ประดิษฐานรูปหล่อสำริด พระครูภาวนาภิมณฑ์ (หลวงปู่สุข ธัมมะโชโต) และหลวงปู่กัสสะปะมุนี ผู้เป็นบูรพาจารย์กัมมัฏฐานของสำนักวัดป่าละหานทราย ได้ทำพิธีเปิดป้ายเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์เป็นประธาน

อุโบสถกลางน้ำ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2554 ตั้งอยู่กลางสระน้ำขนาด 5 ไร่ อุโบสถสร้างด้วยวัสดุไม้ เช่น ไม้สักทอง ไม้มะค่า ในการก่อสร้าง พระมหาเรืองฤทธิ์ สุธีโร เจ้าอาวาสวัดป่าละหานทรายเป็นผู้ดูแลการก่อสร้างโดยประยุกต์ศิลปะล้านนาและล้านช้างรวมกัน เป็นงานสร้างแบบโบราณ การเจาะการเข้ารสลักไม้ต่างๆ เป็นงานสร้างแบบโบราณ เสาอุโบสถได้ลงรักปิดทองคำด้วยลวดลายที่งดงาม พระประธานภายในอุโบสถ แกะสลักด้วยหยกจากประเทศพม่า หน้าตักกว้าง 24 นิ้ว เป็นเนื้อหยกที่มีความใสงดงาม ได้รับประทานชื่อจากอดีตเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถวายพระนามว่า พระพุทธมงคล ประชาชนอภิปูชนีย์ และในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557 พระเดชพระคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก (เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ พระพรหมเวที) วัดไตรมิตรวิทยาราม ได้เป็นประธานในการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเกศองค์พระพุทธรูปหยก ฉลองงานผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดป่าละหานทราย

พระพุทธมหาเจดีย์ 45 เมตร ปีพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระบรมสารีริกธาตุแด่เจ้าคณะอำเภอทุกอำเภอทั่วประเทศไทย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระครูวิบูลวรญาณ เจ้าคณะอำเภอละหานทราย (ปี พ.ศ. 2556) ได้มอบพระบรมสารีริกธาตุให้แก่วัดป่าละหานทราย โดยพิจารณาเห็นงานในการก่อสร้างพระพุทธมหาเจดีย์ที่วัดป่าละหานทราย ที่กำลังดำเนินการสร้างขึ้น

จากนั้นทางวัดได้กำหนดการวางศิลาฤกษ์สร้างพระพุทธมหาเจดีย์ ได้รับความเมตตานุเคราะห์จากพระเดชพระคุณ พระพรหมสุธี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 12 เป็นประธานวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2556 ณ วัดป่าละหานทราย ตำบลละหานทราย อำเภอละหานทราย วัดป่าละหานทรายได้กราบเรียนขอพระบรมสารีริกธาตุ จากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และเจ้าประคุณสมเด็จประทานให้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 วัดป่าละหานทรายได้รับพระบรมสารีรริกธาตุจากประเทศต่างๆ ดังนี้ 1) พระบรมสารีริกธาตุจากประเทศบังกลาเทศ โดยพระสังฆนายก สุทธานันทมหาเถโร วัดธรรมิกราชิกา 2) พระบรมสารีริกธาตุจากประเทศศรีลังกา โดยพระสังฆนายก มหินทะ วัสสตะดุเว แห่งนิกายอมรปุระ 3) พระบรมสารีริกธาตุจากประเทศภูฐาน โดยสมเด็จ ซัมเต็ม ดอจี รองสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดนั้นตามประวัติที่ได้รับล้วนแต่มาจากแหล่งที่เดียวกัน คือจากที่รัฐบาลอินเดียมอบให้เมื่อปี พ.ศ. 2443 นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ดร.เปเป้ ค้นพบและทางรัฐบาลอินเดียได้มอบให้แก่ประเทศต่างๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนา รวมถึงประเทศไทย ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ประดิษฐานบรรจุไว้ที่เจดีย์ภูเขาทอง วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ วันที่ 9 มีนาคม 2559 เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ได้ประทานเมตตาเป็นประธานยกฉัตรทองพระพุทธมหาเจดีย์ เพื่อความเป็นสิริมงคลเป็นขวัญและกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชน มีพุทธศาสนิกชนมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

รอยพระพุทธบาทบาระแนะ (จำลอง) ขนาดเท่าองค์จริง พระพุทธบาทคู่นี้ ได้จำลองขนาดเท่าของจริงที่ตั้งอยู่ที่เขตทับซ้อน ระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา นักโบราณคดีศึกษาพบว่าเป็นรอยพุทธบาทสมัยพุทธศตวรรษที่ 17-19 การเดินทางไปนมัสการนั้นไม่สะดวก เนื่องจากอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติและเป็นพื้นที่อ่อนไหวเกี่ยวกับระหว่างสองประเทศ ดังนั้นวัดป่าละหานทรายจึงได้จำลองพระพุทธบาทคู่นี้ขึ้น เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้สักการะและภาคภูมิใจว่าดินแดนแถบนี้มีอารยธรรมพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก่อน

อ้างอิง
เรืองฤทธิ์ สุธีโร. (2560). เอกสารประวัติความเป็นมาวัดป่าละหานทราย. วัดป่าละหานทราย อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์.

อัพเดท : 22/07/2560

พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 1

จังหวัดบุรีรัมย์ได้มีการกำเนิดการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมจักรีวงศ์ ที่ทรงก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์ มีการดำเนินการก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2531 ณ วงเวียน ถนนสายบุรีรัมย์-สตึก ตัดกับถนนสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย (ปัจจุบันเรียกว่า วงเวียนพระบรมราชานุสาวรีย์)

จากหลักฐานการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ทราบว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2319 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาจักรี ได้เป็นแม่ทัพยกไปปราบกบฏพระยานางรอง เมื่อเสด็จฯ กลับได้พบเมืองร้างมีชัยภูมิดี จึงได้รวบรวมผู้คนแล้วก่อตั้งเมือง ชื่อว่า "เมืองแปะ” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "เมืองบุรีรัมย์” ด้วยจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของพระปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์ และเนื่องในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช 2539 ประชาชนชาวจังหวัดบุรีรัมย์ จึงต่างพร้อมใจกันจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และเป็นอนุสรณ์สถานในการสักการะและน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นศูนย์รวมจิตใจที่แสดงออกถึงความยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และมหาจักรีบรมราชวงศ์

การก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริง พระบรมรูปฉลองพระองค์แบบนักรบตามขัตติยราชประเพณีโบราณ ประทับอยู่บนคอช้างศึก หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ ตั้งอยู่บนฐานกว้าง 4 เมตร ยาว 8.80 เมตร และสูง 10 เมตร กรมศิลปากรรับเป็นหน่วยดำเนินการปั้นและหล่อ งบประมาณดำเนินการจากเงินบริจาค ประมาณ 15 ล้านบาท เมื่อสร้างแล้วเสร็จ ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2538 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ พระบรมราชานุสาวรีย์ โดยมีกรมศิลปากรเป็นที่ปรึกษาแก้ไขและควบคุมการก่อสร้าง รูปแบบช้างที่ประทับสัปคับหันหน้าสู่ศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ การดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2541 ในการนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542 (สภาวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์, 2545)

คำจารึกพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จังหวัดบุรีรัมย์
“พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระโอรสในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก และพระชนนีหยก พระนามเดิมด้วง
พระราชสมภพ วันพุธที่ 20 มีนาคม พุทธศักราช 2279
เมื่อพุทธศักราช 2319 ขณะดำรงพระยศเจ้าพระยาจักรีได้เสด็จฯ
มาทรงจัดระเบียบการปกครองเมืองนางรอง รวบรวมผู้คนเมืองตลุง เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ
และเมืองขุขันธ์ ก่อตั้งเป็นเมืองใหญ่ ณ ชัยภูมิป่าทุ่งเมืองแปะ คือเมืองบุรีรัมย์ปัจจุบัน
ความชอบนี้ ได้รับพระราชทานพระอิสริยศเป็นสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก
พุทธศักราช 2325 เสด็จผ่านพิภพปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
ปกครองสยามรัฐสีมาอาณาจักร สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี
ทรงปกป้องอธิปไตย ทำนุบำรุงพระบวรพระพุทธศาสนา ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม
ความเป็นปึกแผ่นแห่งพระราชอาณาจักร มั่นคง ยั่งยืน จนถึงทุกวันนี้
เสด็จสวรรคต วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2352
บุรีรัมย์จำเดิมแต่ก่อนตั้งขึ้นเป็นเมือง ได้วัฒนาก้าวหน้ารุ่งเรืองตามกาลสมัย
พสกนิกรทั้งปวงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งผู้แรกสถาปนาเมืองบุรีรัมย์
จึงสมานฉันท์ร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์นี้ เฉลิมพระเกียรติปรากฎแผ่ไพศาล
และเป็นมิ่งขวัญหลักชัยชาวบุรีรัมย์ตราบนิรันดร
สมเด็จพระบรมโอรสธิราชฯ สยามมกุราชกุมาร เสด็จราชดำเนิน
ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์”

อ้างอิง
สภาวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์. (2553). บุรีรัมย์ ภูมิหลังประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม. บุรีรัมย์ .

อัพเดท : 22/07/2560

ศาลหลักเมืองจังหวัดบุรีรัมย์

ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบุรีรัมย์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่เคารพสักการะบูชาและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของชาวบุรีรัมย์ และจังหวัดใกล้เคียง แต่เดิมเป็นเพียงศาลที่มีขนาดเล็กๆ แต่พอเริ่มชำรุดทรุดโทรม ทางกลุ่มข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนชาวบุรีรัมย์ จึงเห็นควรให้สร้างศาลหลักเมืองขึ้นมาใหม่ ในปี พ.ศ. 2548 โดยให้ทางกรมศิลปากร ช่วยทำการออกแบบ ในรูปแบบศิลปะขอมโบราณที่เลียนแบบมาจากปราสาทหินพนมรุ้ง เพื่อเป็นการบ่งบอกเอกลักษณ์และตัวตนของคนชาวบุรีรัมย์ ได้อย่างชัดเจน และที่สำคัญเป็นการรักษาวัฒนธรรมอันดีงามไว้ในคนรุ่นหลังได้สืบทอดกันต่อไป ลักษณะของศาลหลักเมืองจะเป็น เหมือนองค์ปรางค์มียอดทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นประดับกรีบขนุน และเทพประจำทิศเพื่อปกป้องรักษาทิศต่างๆ องค์เรืองธาตุเป็นที่ ประดิษฐานพระหลักเมืองชักมุมออกทั้ง 4 ด้าน อันเป็นความหมายถึงการกระจายความเป็นหลักฐานความมั่นคงออกไปทั้ง 4 ทิศ ส่วนยอดศาลพระหลักเมืองติดตั้งรูปดอกบัวเป็นสเตนกลาส ประดับทองเพื่อนำแสงเข้าสู่หลักเมือง ภายในตัวศาลได้ตั้งเสาหลักเมือง ตรงกลางองค์ปรางค์ พร้อมกับอันเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเสื้อเมือง เทพารักษ์ และพระทรงเมืองเพื่อมาปกปักษ์รักษาคุ้มครอง ป้องกัน ให้บ้านเมือง อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ความแปลกประการหนึ่งคือ เสาหลักเมืองบุรีรัมย์ที่ปรากฏ มีอยู่ 2 ต้น มีข้อสันนิษฐานว่า เสาต้นที่ 1 (ต้นเอียง) เป็นเสาหลักเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อสร้างเมืองแปะ ส่วนเสาหลักเมืองต้นที่ 2 น่าจะเป็นเสาหลักเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อมีฐานะเป็น จังหวัดบุรีรัมย์และสร้างใกล้ชิดติดกัน (สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบุรีรัมย์, 2526)

ลักษณะของศาลหลักเมืองจะเป็นองค์ปรางค์มียอดทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นประดับกลีบขนุน และ เทพประจำทิศเพื่อปกป้องรักษาทิศต่างๆ องค์เรืองธาตุเป็นที่ประดิษฐานพระหลักเมืองชักมุมออกทั้ง 4 ด้าน อันเป็นความหมายถึงการกระจายความเป็นหลักฐานความมั่นคงออกไปทั้ง 4 ทิศ ส่วนยอดศาลพระหลักเมืองติดตั้งรูปดอกบัวเป็นสเตนกลาส ประดับทองเพื่อนำแสง เข้าสู่หลักเมือง ภายในตัวศาลได้ตั้งเสาหลักเมืองตรงกลางองค์ปรางค์ พร้อมกับอันเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเสื้อเมือง เทพารักษ์ และ พระทรงเมือง เพื่อมาปกปักษ์รักษาคุ้มครอง ป้องกัน ให้บ้านเมือง อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข

อ้างอิง
สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์. (2526). ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดบุรีรัมย์. ขอนแก่น ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ท.

อัพเดท : 22/07/2560

วัดเกาะแก้วธุดงคสถาน (วัดระหาน)

เกาะแก้วธุดงคสถาน (วัดระหาน) ดำริการก่อสร้างโดยพระครูเขมคุณโสภณ (หลวงปู่จันทร์แรม) บนที่ดินของคุณสมพงษ์ พูนผล ซึ่งเป็นหลานของหลวงปู่ ด้วยเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นเกาะกั้นคลองลำตะโคง จำนวน 3 เกาะ รวมพื้นที่ 140 ไร่ เป็นสถานที่เงียบสงบเหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนาคณะศรัทธาซึ่งเป็นลูกหลานๆ ของหลวงปู่ จึงพร้อมใจกันถวายที่ดิน เพื่อดำเนินการสร้างวัดในปี พ.ศ. 2536 โดยต่อมาในปี 2539 ได้รับอนุญาตสร้างวัดตามประกาศจากกระทรวงศึกษาธิการ หลังจากนั้นได้มีพระภิกษุสามเณรเข้ามาอยู่จำพรรษาอย่างต่อเนื่องเสมอมาและต่อมาได้ดำเนินการขออนุญาตตั้งวัดในพระพุทธศาสนา ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2543 ด้วยความเห็นชอบของ มหาเถรสมาคม นามว่า “วัดระหาน” (คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์, 2553)

ปูชนียสถานที่สำคัญของวัดระหาน คือ พระมหาธาตุรัตนเจดีย์ ศรีบุรีรัมย์ เป็นพุทะเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอัญเชิญมาจากสามประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า ศรีลังกา (สมเด็จพระสังฆราชประทาน) ที่หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ ได้มีปรารถให้มีการสร้างขึ้นมา โดยมีเจตนารมณ์ให้เป็นพุทธเจดีย์ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ยังไม่มีเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเลย และเพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่ทั่วไปได้มีโอกาสมากราบสักการบูชา เพื่อเป็นเครื่องหมายการระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกทั้ง เพื่อเป็นสักขีพยานว่าหลวงปู่และผู้ที่มีส่วนแห่งบุญทุกคนได้ร่วมกันสร้างพระมหาเจดีย์นี้ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการบำเพ็ญบารมี    

อ้างอิง
คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์. (2553). บุรีรัมย์ ภูมิหลังประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม. สภาวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์

อัพเดท : 22/07/2560


เส้นทางแหล่งท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกระจายอยู่ตามพื้นที่ของจังหวัด มีภูเขาไฟที่ดับแล้ว จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ ภูเขาไฟพนมรุ้ง ภูเขาไฟหลุบ ภูเขาไฟอังคาร ภูเขาไฟไปรบัด ภูเขาไฟเขาคอก และภูเขาไฟกระโดง ก่อให้เกิดความหลากหลายทั้งในด้านภูมิศาสตร์ประกอบกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อนสมัยทราวดี จนเกิดเป็นวัฒนธรรมบนเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่

1. เส้นทางสายไหม โดยมีจุดเริ่มต้นจากอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ขึ้นไปทางเหนือในพื้นที่ 5 อำเภอ ดังนี้ อนุสาวีย์รัชการที่ 1 ศาลหลักเมืองซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมือง หลังจากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางทิศเหนือผ่านวัดเกาะแก้วธุดงคสถาน (วัดระหาน) อำเภอบ้านด่าน ปรางค์กู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ วัดศรีษะแรด (วัดหงส์) อำเภอพุทไธสง และศูนย์หัตกรรมพื้นบ้าน อำเภอนาโพธิ์

2. เส้นทางสายใต้ภูเขาไฟ ซึ่งจุดเริ่มต้นจากอำเภอเมืองบุรีรัมย์ มุ่งสู่เส้นทางสายใต้ในพื้นที่ทั้งหมด 6 อำเภอ ดังนี้ อุทยานภูเขาไฟเขากระโดง อำเภอเมือง ปราสาทไปรบัด และปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย พิพิธภัณฑ์บ้านกรวด อำเภอบ้านกรวด วนอุทยานปราสาทพนมรุ้ง และวัดเขาอังคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ วัดป่าละหานทราย อำเภอละหานทราย และอนุสาวรีย์เราสู้ ปราสาทหนองหงส์ อำเภอโนนดินแดง

สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช)

ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดบุรีรัมย์

มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

ติดต่อเรา

439 ถ.จิระ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ 31000
044-611221
  • image
  • image
  • image