แหล่งท่องเที่ยว

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง






สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์ (2526) ได้กล่าวถึง ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นปราสาทที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่โต มีการวางผังอย่างมีระเบียบและอยู่บนเนินเขา การวางแผนผังลักษณะใกล้เคียงกับปราสาทหินวัตภู ในแขวงจำปาศักดิ์ภาคใต้ของลาวและปราสาทเขาพระวิหาร ชายแดนไทยในจังหวัดศรีสะเกษ

ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ เขาพนมรุ้งเป็นแนวเขาติดต่อกับเขาไปรบัด เขาดิน เขาอังคาร และเป็นสาขาของเขาดงเร็ก อยู่ระหว่างเขตอำเภอนางรอง และด้านอำเภอประโคนชัย ปราสาทพนมรุ้งสร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ 15-18 ติดต่อกันหลายรัชกาล สำหรับอายุปราสาทหินพนมรุ้ง อาจทราบได้จากภาพสลักประติมากรรมที่ค้นพบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าศาสนสถานพนมรุ้งได้สร้างมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 และได้ปฏิสังขรณ์ต่อเดิมเรื่อยมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 ทำให้เห็นว่าปราสาทพนมรุ้งเป็นเทวลัยที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางเมืองพระนคร (Angor) ในอาณาจักรขอมมายังปราสาทธม  จังหวัดสุรินทร์ ต่อชายแดนระหว่างกัมพูชา และประเทศไทย ปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ขึ้นไปยังปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

ธวัช ปุณโรทก (2532) กล่าวว่า ปราสาทพนมรุ้งก็เช่นเดียวกับศาสนสถานอื่นๆ ในเอเชียอาคเนย์เป็นศาสนสถานในลัทธิฮินดู ได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่จากศิลปะแบบทราวิทของอินเดียภาคใต้ องค์ประกอบสำคัญของปราสาทหินพนมรุ้ง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

ปรางค์ประธานเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมขนาดกว้างด้านละ 8.20 เมตร สูง 26.50 เมตร มีมุขยื่นออกไปทั้ง 4 ทิศ มีประตูทั้ง 4 ด้าน ตามลัทธิเทวราชะ ซึ่งเริ่มแพร่เข้ามาในกัมพูชาและดินแดนใกล้เคียงในราว พ.ศ. 1190 ถือว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเป็นดุจเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับพระศิวะ ประมุข ประมุขของรัฐในท้องถิ่นจะสร้างศิวลึงค์อันเป็นตัวแทนขององค์พระศิวะ ประดิษฐานไว้ในปรางค์ประธานองค์นี้ ใต้ฐานศิวลึงค์จะมีร่องน้ำโสมสูตรผ่านธรณีประตูมุขด้านเหนือออกสู่ด้านนอก เมื่อมีพิธีสรงน้ำศิวลึงค์น้ำจะไหลผ่านออกที่ปลายโยนีโธรณะหรือฐานศิวลึงค์ อั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระนางอุมา ตามรางโสมสูตรประชาชนที่ไม่สามารถเข้าไปร่วมพิธีภายในองค์ปรางค์ได้ ก็อาจได้รับน้ำจากรางมาประพรมหรือเจิมหน้า ถือว่าศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับแม่พระคงคาไหลผ่านองค์พระศิวะ ซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งในประเทศอินเดีย

วิหาร หรือมณฑปด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน ถัดจากมุมฉนวนออกไปมีห้องโถงกว้าง 8 เมตร ยาว 10 เมตร ทับหลังด้านในแกะสลักเป็นรูปฤาษี ห้องนี้จึงใช้เป็นวิหารหรือโรงสวดอย่างแน่นอน ด้านหน้าข้างมุขมีประตูออกทางทิศตะวันออกเชื่อมกับประตูโคปุระด้านหลังหรือบรรณ เหนือประตูตะวันออกนี้แกะสลักเป็นรูปศิวนาฏราช ถือได้ว่าศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นในลัทธิไศวนิกาย

ปรางค์อิฐ ปรางค์อิฐเดิมเข้าใจว่ามี 3 องค์ แต่ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียง 2 องค์ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ประธาน องค์หนึ่งหันหน้าสู่ทิศตะวันออก อีกองค์หนึ่งหน้าสู่ทิศใต้ เมื่อเมื่อพิจารณาจากเสาประดับกรอบปะตูและหลักฐานอื่นๆ ปรางค์นี้น่าจะเป็นศาสนสถานสิ่งแรกที่สร้างขึ้นบนเขาพนมรุ้ง คือสร้างขึ้นรางพุทธศตวรรษที่ 15 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากขอมยุคบาเค็งตอนปลาย

ปรางค์น้อย ปรางค์องค์นี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ขององค์ปรางค์ประธาน ก่อสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ขนาดกว้างด้านละ 6 เมตร ก่อสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ขนาดกว้างด้านละ 6 เมตร ก่อด้วยศิลาทรายโดยทั่วไป ด้านในเป็นศิลาแลง สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16

บรรณาลัย ภายในระเบียงคตด้านหน้าของปรางค์ประธานมีวิหาร 2 หลัง สร้างด้วยศิลาแลง หลังหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีขนาดกว้าง 4.55 เมตร ยาว 8.80 เมตร หันหน้าไปทางทิศใต้ คือหันหน้าเข้าหาปรางค์ประธาน ส่วนอีกหลังหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีขนาด 9.50x7.60 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพื่อใช้เป็นบรรณาลัยหรือหอสมุด เทียบได้กลับหอไตรในพุทธศาสนสถาน

โคปุระหรือซุ้มประตู โคปุระ หมายถึง ประตูเมืองหรือทางผ่านเข้ารออก เป็นสัญลักษณ์การกั้นอาณาเขตระห่วางแดนมนุษย์กับแดนพระเจ้า จากโคปุระด้านทิศตะวันตกสามารถมองทะลุผ่านปรางค์ประธานและกรอบประตู 15 ช่อง ถึงโคปุระทิศตะวันออกได้ และจะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นตรงกลางกรอบประตูพอดีในวันเพ็ญเดือน 5 ของทุกปี

ระเบียงคต ระเบียงคนด้านทิศเหนือและใต้ยาวด้านละ 66 เมตร ด้านตะวันออกและตะวันตกยาวด้านละ 88 เมตร ก่อด้วยหินทรายทั้งหมด ยกเว้นทิศเหนือใช้ศิลาแลง ระเบียงคตก่อเป็นกำแพง 2 ชั้น ข้างในเป็นช่องทางเดินกว้าง 1.90 เมตร ช่องทางเดินนี้ไม่ทะลุถึงกันหมด มีการกั้นห้องเป็นช่วงๆ บางแห่งทำเป็นประตูหลอกไว้ บางแห่งทำเป็นช่องอากาศสำหรับมองลอดออกข้างนอกได้ หลังคาเป็นศิลาทรายสกัดเป็นทรงโค้ง มีบราลีทำด้วยศิลาทรายกลึงติดตั้งไว้บนหลังคาเป็นระยะๆ

บาราย (สระน้ำ) ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทห่างจากถนนหน้าปราสาทออกไปประมาณ 5 เมตร มีสระน้ำอยู่ 3 สระ เรียกกว่า สระไทร สระใหญ่ และสระบน ขอบกรุด้วยศิลาแลง คงใช้ขังน้ำไว้ใช้บริโภค ล้างมือ ล้างหน้า ก่อนเข้าสวดมนต์ ตามธรรมเนียมของฮินดู ผู้ดูแลศาสนสถานตามที่กล่าวไว้ในศิลาจารึก จะต้องคอยดูแลน้ำมิให้บกพร่อง การถวายบรรณาการด้วยน้ำ หมายถึงการนำน้ำมาใส่บ่อลักษณะนี้

เนินพลับพลา ด้านหน้าปราสาทห่างจากด้านทางขึ้นสู่ปราสาทประมาณ 50 เมตร มีเนินกว้างประมาณ 150x50 เมตร ทางทิศตะวันออกมีบันไดศิลาแลงลงสู่พื้นชั้นต่ำได้ 9 ชั้น ทิศตะวันตกมีอัฒจันทร์ 3 ชั้น ทอดยาวตามสันเนินดิน ถัดจากอัฒจันทร์มีศาลาเป็นแนวหินเรียงเป็นรูปกากบาท อาจเป็นฐานพลับพลาหรือสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้ เพื่อเป็นที่พักและเตรียมการพิธีสำคัญ

ธรรมศาลา หรือโรงช้างเผือก ห่างจากถนนหน้าปราสาทไปทางทิศเหนือประมาณ 3 เมตร มีสิ่งก่อสร้างหลังหนึ่งเรียกสืบมาว่า โรงช้างเผือก สร้างด้วยหินทรายและศิลาแลงปนกัน หันหน้าไปทางทิศใต้สู่ถนนขึ้นปราสาท ตรงกลางยกพื้นสูง 1 เมตร กว้าง 6.40 เมตร ยาว 20.40 เมตร มีมุขยื่น มีชานศาลา มีทางขึ้นลง มีระเบียงล้อมรอบทั้ง 3 ด้าน ช่องว่างทางเดินภายในระเบียงคตขนาดกว้าง 4.35 เมตร ถัดจากระเบียงคตไปมีกำแพงศิลาล้อมรอบ 3 ด้าน อาคารหลังนี้แม้จะเรียกว่าโรงช้างเผือกซึ่งคงเรียกโดยคนรุ่นหลัง แต่น่าจะเป็นธรรมศาลาหรือศาสนสถานเมื่อเทียบกับรูปแบบการวางผังก่อสร้างกับศาสนสถานฮินดู

ถนนหน้าปราสาท ถนนสายนี้ปูด้วยศิลาทรายและศิลาแลง เริ่มต้นจากฐานพลับพลาตัดตรงไปจรดสะพานนาคราช ถนนยาว 160 เมตร กว้าง 7 เมตร ขอบถนนมีเสานางเรียงหรือเสียเทียนตั้งไว้เป็นระยะๆ

สะพานนาคราช เป็นสะพานเชื่อมระหว่างถนนกับบันไดนาคราช ก่อด้วยหินทรายเป็นรูปกากบาท ยกพื้นสูง 1.50 เมตร มีบันได 3 ชั้น อยู่ทั้ง 3 ทิศทาง ราวสะพานทำเป็นตัวนาค ปลายสุดของสะพานทุกชั้นจะสลักเป็นเศียรนาค 5 เศียร แผ่พังพานมีรัศมีรอบเป็นแผ่นเดียวกัน สะพานนาคราชนี้กว้าง 6.20 เมตร ยาว 20 เมตร เสาสะพานและราวสะพานล้วนสลักลวดลายประณีตสวยงามทุกส่วน ตรงกลางสะพานสลักเป็นรูปดอกบัวบาน อันเป็นที่กำหนดให้เป็นจุดศูนย์กลางของพิธีการบางอย่าง

บันไดขึ้นสู่ปราสาท ถัดจากสะพานนาคเป็นบันไดขึ้นสู่ปราสาท ทำด้วยหินทรายกว้าง 13 เมตร ยาว 30 เมตร โดยแบ่งเป็น 5 ชั้น แต่ละชั้นจะมีลานพัก

ชานบันไดและที่ตั้งประสาท เมื่อขึ้นถึงชั้นสูงสุดจะพบชานบันไดปูด้วยหินทรายขนาดกว้าง 6.25 เมตร ยาว 15 เมตร บริเวณนี้จะเป็นที่ตั้งองค์ปราสาท รอบองค์ประสาทเป็นที่ว่าง ซึ่งก่อศิลาเป็นเขื่อนกันพังไว้บริเวณด้านตะวันออก ยาว 18.50 เมตร ตะวันตกยาว  23.50 เมตร ทิศเหนือยาว 15 เมตร ทิศใต้ยาว 17.80 เมตร

ปัจจุบันเขาพนมรุ้งได้รับการยอมรับว่าเป็นปราสาทที่สร้างบนภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปราสาทพนมรุ้งในอดีตถูกทอดทิ้งชำรุดเสียหายมาก ในปี พ.ศ. 2514 กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะขึ้นใหม่โดยใช้วิธี Anasty losis คือวิธีการยกชิ้นส่วนทั้งหมดลงแล้วทำฐานและคานใหม่ยกขึ้นไว้ในตำแหน่งเดิมโดยพยายามรักษารูปแบบเดิมให้มากที่สุด และเพื่อเป็นการระลึกถึงอดีตของปราสาทพนมรุ้งทางจังหวัดได้จัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งเป็นประจำ ในเดือนเมษายนของทุกปี และในเทศกาลขึ้นเขาพนมรุ้งยังมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สำคัญคือจะมองเห็นดวงอาทิตย์จากปากช่องประตูทั้ง 15 ช่อง ของปราสาทพนมรุ้ง ปรากฏการณ์นี้จะเกิดในช่วงเดือนเมษายน และเดือนกันยายน และดวงอาทิตย์ตกในช่วงเดือนมีนาคมและเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ (วิมล จิโรจพัน ธุ์ และคณะ, 2551)


อ้างอิง
ธวัช ปุณโณทก. (2532). เที่ยวอีสาน. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พิฆเณศ.
วิมล จิโรจพันธุ์ และคณะ. (2551). มรดกทางวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. กรุงเทพฯ : บริษัทสำนักพิมพ์แสงดาว จำกัด.
สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์. (2526). ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดบุรีรัมย์. ขอนแก่น ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ท.


เส้นทางแหล่งท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกระจายอยู่ตามพื้นที่ของจังหวัด มีภูเขาไฟที่ดับแล้ว จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ ภูเขาไฟพนมรุ้ง ภูเขาไฟหลุบ ภูเขาไฟอังคาร ภูเขาไฟไปรบัด ภูเขาไฟเขาคอก และภูเขาไฟกระโดง ก่อให้เกิดความหลากหลายทั้งในด้านภูมิศาสตร์ประกอบกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อนสมัยทราวดี จนเกิดเป็นวัฒนธรรมบนเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่

1. เส้นทางสายไหม โดยมีจุดเริ่มต้นจากอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ขึ้นไปทางเหนือในพื้นที่ 5 อำเภอ ดังนี้ อนุสาวีย์รัชการที่ 1 ศาลหลักเมืองซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมือง หลังจากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางทิศเหนือผ่านวัดเกาะแก้วธุดงคสถาน (วัดระหาน) อำเภอบ้านด่าน ปรางค์กู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ วัดศรีษะแรด (วัดหงส์) อำเภอพุทไธสง และศูนย์หัตกรรมพื้นบ้าน อำเภอนาโพธิ์

2. เส้นทางสายใต้ภูเขาไฟ ซึ่งจุดเริ่มต้นจากอำเภอเมืองบุรีรัมย์ มุ่งสู่เส้นทางสายใต้ในพื้นที่ทั้งหมด 6 อำเภอ ดังนี้ อุทยานภูเขาไฟเขากระโดง อำเภอเมือง ปราสาทไปรบัด และปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย พิพิธภัณฑ์บ้านกรวด อำเภอบ้านกรวด วนอุทยานปราสาทพนมรุ้ง และวัดเขาอังคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ วัดป่าละหานทราย อำเภอละหานทราย และอนุสาวรีย์เราสู้ ปราสาทหนองหงส์ อำเภอโนนดินแดง

สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช)

ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดบุรีรัมย์

มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

ติดต่อเรา

439 ถ.จิระ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ 31000
044-611221
  • image
  • image
  • image